11
Nov

เหตุผลที่ Woocommerce โคตรเจ๋งสำหรับทำเว็บขายของออนไลน์

Category: Blog / 9,420 views

สวัสดีครับผม กลับมาพบกันอีกครั้งกับบทความตอนใหม่นะครับ ช่วงที่ผ่านมานี้ผมมีโปรเจ็คที่เกี่ยวกับ Woocommerce เยอะมากๆครับ มีทั้งแบบใช้ฟังก์ชั่นพื้นฐาน และทั้งแบบพิเศษ ที่ต้องอาศัยปลักอินเพิ่มเติม หรือเขียนโค้ดเพิ่มเข้าไป และระหว่างนั้นก็มีหลายๆที่ที่อยากทำเว็บด้วย WordPress และเป็นเว็บขายของ มาขอคำแนะนำผมว่าจะทำเว็บขายของด้วย WordPress สามารถทำได้หรือเปล่า และต้องทำอย่างไร ผมเลยแนะนำไปว่ามันทำได้แน่นอน และใช้ Woocommerce ปลักอินที่เพียบพร้อมในการทำเว็บขายของแบบมาตรฐานสากลเลยครับ

ทีนี้หลายคนก็ยังกังขาครับว่า มันดีจริงหรือเปล่า มันมีข้อดีและข้อจำกัดอะไรไหม  ซึ่งเป็นคำถามที่ดีมากครับ ในฐานะที่ผมเองก็ทำเว็บโดยใช้ WordPress + Woocommerce อยู่แล้ว ผมจึงขอใช้พื้นที่ในบล็อกนี้มาเล่าให้ฟังกันครับว่าทำไม มันถึงดี และผมแนะนำ รวมถึงข้อจำกัดของมันด้วย (ข้อจำกัดที่ว่า จะอ้างอิงจากความสามารถที่ติดมากับ Woocommerce เลย ไม่มีการปรับแต่งเพิ่ม)

 

มาดูข้อดีก่อนครับ

อย่างแรก มันฟรี!

ใช่ครับ อ่านไม่ผิดครับ มันฟรีจริงๆครับ ปลักอินที่จะช่วยให้คุณเปิดร้านค้าออนไลน์ได้ภายในไม่กี่คลิก เป็นปลักอินที่ให้เราเอามาติดตั้งเชื่อมกับ WordPress ได้ทันที สำหรับคนที่ต้องการความสามารถทั่วไปของเว็บ Ecommerce ผมบอกได้เลยว่าปลักอินฟรีตัวนี้ตอบโจทย์แล้วครับ

มีระบบจัดการสมาชิก

จริงๆตัวนี้มันมากับ WordPress แล้วครับ เพียงแต่มันเพิ่มขึ้นมาคือเมื่อสมาชิกเว็บของเราซื้อสินค้าเราปุ๊บ เค้าจะกลายเป็น Customer ทันที และแม้แต่บางครั้งร้านออนไลน์ของเรามีคนดูแลหลายคน เราก็ตั้งค่าให้เค้าเป็น Shop Manager ก็ยังไงด้ เรียกได้ว่าสามารถสร้างสิทธิ์ในการเข้าถึงของแต่ละคนได้อย่างดีเลย

ระบบตะกร้าสินค้าแบบมาตรฐานสากล

ผมเชื่อว่าหลายคนก็คงคุ้นเคยกับเว็บขายของออนไลน์กันบ้างแล้ว เวลาจะซื้อของก็เปิดดูหมวดหมู่ แล้วก็อ่านรายละเอียด หากพึงพอใจก็กด add to cart จากนั้นก็กรอกรายละเอียด พร้อมชำระเงิน ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนสากลครับ และตัว Woocommerce เองก็มีระบบนี้อยู่แล้ว

ทำคูปองส่วนลดได้

วันดีคืนดี เจ้าของเว็บใจดี อย่างจะจัดโปรโมชั่น เช่นให้ส่วนลดพิเศษสำหรับวันแม่ อะไรแบบนี้ ก็สามารถทำได้ด้วยการสร้างคูปองส่วนลดมาครับ โดยเราก็เขียนโค้ดคูปองเองได้เลย พร้อมระบุได้ด้วยว่าจะใช้งานได้กี่ครั้ง ใช้ได้กี่คน ใช้ได้ตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน ส่วนลดเป็นประเภทลดต่อสินค้า หรือลดทั้งหมด ลดแบบเป็นบาท หรือลดแบบ %!! โอย มันเพียบพร้อมจริงๆครับ เหมาะมากสำหรับร้านค้าที่อยากส่งเสริมการขายด้วยการกระตุ้นยอดขายผ่านวิธีให้ส่วนลดครับ

มีระบบ Stock สินค้า!

หนึ่งในความสามารถอันเยี่ยมยอดของมันก็คือการจัดการคลังสินค้าครับ สมมติว่าของชิ้นนี้มีเพียง 10 ตัวในร้านของเรา เมื่อคนซื้อสินค้าและจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว ระบบก็จะทำการตัดจำนวนออกไปครับ พอมันลดไปเรื่อยๆจนถึงจุดจุดหนึ่ง มันก็จะแจ้งเตือนเจ้าของเว็บให้ทราบว่า เห้ย! ของชิ้นนี้ขายดีนะ และใกล้จะหมดแล้ว ไปหามาขายเพิ่มด่วนๆ เช่น ถ้าหากเราตั้งค่าไว้ว่าถ้าเหลือในสตอคเพียง 3 ตัวให้แจ้งเตือน พอสินค้าเหลือเพียงสามตัวมันก็จะส่งอีเมลมาให้เราเลยครับ

มีระบบจัดการ ORDER

เวลาลูกค้าสั่งซื้อของมันจะมี ORDER เข้ามาในระบบหลังบ้านครับ โดยในแต่ละออเดอร์เราก็ยังสามารถตั้งค่าได้ว่า ออเดอร์นี้จ่ายเงินไปยัง หรือไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว อาทิเช่น ยังไม่จ่ายเงิน  จ่ายเงินแล้ว กำลังดำเนินการ สั่งซื้อเสร็จสิ้น หรือแม้แต่สถานะยกเลิกรายการสั่งซื้อ หรือคืนเงินครับ ในกรณีที่ออเดอร์นั้นมีการสั่งสินค้าผิด หรือต้องการแก้ไข้ เราก็สามารถแก้ไขได้ด้วย

ส่งข้อความหาลูกค้าแต่ละคนได้ด้วย

แม่นแล้วครับ เวลาเราได้ออเดอร์จากลูกค้า Woocommerce มองว่าบางทีเราอาจอยากจะส่งข้อความบางอย่างไปยังลูกค้าผ่านระบบเว็บไซต์ของเรา เช่น บอกว่า ได้รับเงินแล้วนะครับ ตอนนี้กำลังจัดส่ง หมายเลข EMS คือ บลาๆ โดยตรงนี้เราจะเรียกมันว่า Note ครับ เราสามารถพิมพ์สำหรับออเดอร์แต่ละอันได้ เมื่อลูกค้าเปิดไปหน้าโพรไฟล์ของเค้า ก็จะเห็นข้อความที่เราส่งให้

ลูกค้าติดตามสถานะการสั่งซื้อได้

ทุกๆครั้งที่เราอัพเดทสถานะการสั่งซื้อ เช่น จากรอจ่ายเงิน เป็นได้เงินแล้ว ระบบจะแจ้งเตือนไปยังลูกค้าด้วยครับ เช่นเดียวกัน ลูกค้าสามารถดูรายละเอียดการสั่งซื้อ หรือสถานะการสั่งซื้อได้ผ่านหน้า Profile ของตัวเอง

มี Gallery สำหรับสินค้า

ขายของออนไลน์ มันต่างจากขายแบบมีหน้าร้าน ลูกค้าไม่สามารถจับต้องของจริงได้ ดังนั้นเราต้องสื่อสารผ่านรูปภาพ หรือคำอธิบายให้ละเอียดพอที่ลูกค้าจะมั่นใจได้ว่าของดีมีคุณภาพ เหมาะกับความต้องการจริงๆหรือเปล่า ตัว Woocommerce มีระบบเรียกว่า Gallery ที่ให้ใส่รูปสินค้าได้หลายๆตัวครับ

ระบบคำนวณภาษี ก็มีนะครับ

หากสินค้าที่ขายมีการเพิ่มภาษีสินค้าด้วย ก็สามารถตั้งค่าได้ครับว่าจะเก็บภาษีไปเท่าไหร่

รองรับการจ่ายเงินหลายประเภท

ร้านค้าที่ดีควรมีช่องทางการจ่ายเงินหลากหลายช่องทางครับ ตัว Woocommerce มีมาให้แบบพื้นฐานก็คือจ่ายผ่าน Paypal, บัตรเครดิต (พ่วงกับ Paypal) จ่ายผ่านเช็ค จ่ายแบบให้ไปโอนเงินเข้าแบงค์แล้วโทรมาแจ้ง อะไรแบบนี้ก็มี หรือสำหรับร้านค้าเมืองไทย ที่อยากจะพ่วงกับพวก Paysbuy ก็มีปลักอินพวกนี้ให้ใช้เหมือนกันครับ

ขายสินค้าที่มีตัวเลือกได้

ความหมายในข้อนี้ ยกตัวอย่างเช่น ขายเสื้อครับ บางทีเสื้อเรามี Options ให้เค้าเลือกได้ว่าอยากจะได้แบบไหน สมมติว่า ผมสนใจเสื้อคอกลม เราสามารถให้ลูกค้าเลือกได้ว่าคอกลม ไซส์ไหน สีอะไร เป็นต้น

มีระบบรายงานผล

รายงานผลของ Woocommerce ละเอียดมากครับ เราสามารถเช็คดูได้ว่าขายของได้กี่บาทแล้ว ขายดีสุดช่วงไหน ใครซื้อเยอะสุด ชิ้นไหนขายดี เหมาะมากสำหรับบรรดามาร์เกตติ้งที่อยากจะได้รายงานไปประกอบการทำงาน เพราะสามารถระบุ “ช่วงเวลา” ในการดูรายได้ด้วยนะครับ ไตรมาสแรกได้เท่าไหร่ ไตรมาสสองได้เท่าไหร่ ว่ากันไปตามใจปรารถนา

ระบบคิดค่าขนส่ง

เวลาขายของบางร้านไม่ได้ส่งฟรีนะครับ ต้องคิดค่าส่งด้วย ก็ทำได้อีกนั่นแหละครับว่าจะคิดเงินเค้าอย่างไร ตัว shipping ที่มาให้ มีดังนี้ครับ

  • International Flat Rate
  • Local Delivery
  • Local Pickup
  • Flat Rate Shipping
  • Free Shipping

เราก็เลือกเอาเลยครับว่าตัวไหนเหมาะสำหรับระบบขายของของเรา สำหรับการใช้งานและความหมายของแต่ละตัวสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากลิงค์นี้ครับ https://docs.woothemes.com/documentation/plugins/woocommerce/getting-started/shipping/core-shipping-options/

 

ข้อจำกัด

จริงๆมันมีข้อดีหลายข้อเลยครับ แต่เอาหลักๆแค่นี้ก่อน ทีนี้มาดูด้านข้อจำกัดของมันบ้างครับ

คือด้วยความที่ Woocommerce ออกแบบมาเพื่อ “ร้านค้าทั่วๆไป” ดังนั้นถ้าร้านค้าของใครมีความ “พิเศษ” เพิ่มขึ้นมา ก็อาจจะต้องอาศัยปลักอินเพิ่มครับ

ไม่มีระบบพิมพ์ใบสั่งซื้อ

บางร้านต้องการพิมพ์ใบสั่งซื้อ หรืออยากจะทำใบสั่งซื้อเป็น PDF แบบนี้ตัว Woocommerce ที่โหลดมาฟรีๆ จะทำไม่ได้ครับ แต่ช้าก่อน นี่คือโลกของ WordPress เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการติดตั้งปลักอินครับ

ระบบ shipping อาจจะยุ่งยากไปสำหรับมือใหม่

จริงๆไอ้ตัวฟรีมันก็ดีอยู่นะครับ แต่บางร้านอย่างจะกำหนดง่ายๆครับ เช่น ซื้อ 1-500 บาท ค่าส่ง 50 บาท จาก 501-1000 บาท ค่าส่ง 80 บาท หรือจะคิดจากช่วงน้ำหนัก เช่น 1 กิโลแรก ค่าส่ง 100 บาท 2 กิโลถัดไป 150 บาท อะไรทำนองนี้ ครับ ซึ่งการคิดแบบนี้เราเรียกว่า Table Rate ครับ ก็แก้ปัญหาด้วยปลักอินอีกนั่นแหละครับ

กรณีสินค้าต้องเลือกแบบมีเงื่อนไข ตัวฟรีทำไม่ได้

กรณีนี้คือ สมตติว่าขายของแบบให้ลูกค้าเลือก แล้วจะมีตัวเลือกอื่นๆ โผล่มาตามเงื่อนไขแต่ละตัวครับ เช่น ผมขายโต๊ะไม้ ผมอาจจะให้เค้าเลือกได้ว่าต้องการซื้อโต๊ะไม้ไซส์มาตรฐาน หรือแบบสั่งทำพิเศษ สมมติว่าถ้าเค้าเลือกแบบมาตรฐาน ก็จะมีตัวเลือกขนาดมาตรฐานให้เค้าคลิก  ถ้าแบบสั่งทำพิเศษ ก็มีช่องให้กรอกเองว่า กว้างเท่าไหร่ ยาวยังไง ไม้อะไร เป็นต้น ซึ่งตัวนี้ก็ทำได้ด้วยการใช้ปลักอินครับ ผมใช้งานอยู่ เลอค่ามาก โคตรแนะนำให้ใช้

เอาแค่นี้ก่อนละกันครับ เพราะอย่างที่บอกว่ามันคือเว็บที่ความต้องการ “พิเศษ” ถ้าจะให้ลิสต์ทั้งหมดก็คงทำได้ยาก เอาเป็นว่า ถ้าเป็นเว็บไซต์แบบทั่วๆไป Woocommerce แบบฟรี ก็ตอบโจทย์แล้วครับ ส่วนถ้ามีอะไรที่มันยังไม่ครบความต้องการ ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้ปลักอินครับ ซึ่งมันมีเยอะมาก ทั้งแบบฟรี และแบบเสียเงิน ก็เลือกเอาตามที่เหมาะที่ควรนะครับ

หรือถ้าใครอยากปรึกษาว่าทำเว็บแนวนี้ สามารถใช้ Woocommerce ทำได้หรือเปล่า และต้องใช้ปลักอินตัวไหน ก็ลองสอบถามมาได้นะครับ ยินดีให้คำแนะนำครับผม

แล้วเจอกันใหม่ในบทความตอนหน้าครับ


Phraisohn Siripool is a Graphic Designer and Website Developer. Contact Buksohn for Your Business Endeavours
ปิดโหมดสีเทา