23
Sep

เพราะนี่คือชีวิตของผม หยิบเรื่องเก่ามาเล่าใหม่

Category: Blog / 470 views

สวัสดีครับผม วันนี้ผมขอหยิบยกเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของผมที่ผ่านมาตั้งแต่สมัยเด็กมาเล่าสู่กันฟังนะครับ จริงๆเรื่องราวเหล่านี้ผมเคยเขียนลงบล็อกใน exteen ไว้ตั้งแต่หัดเป็นบล็อกเกอร์ใหม่ๆ คือเมื่อปี 2008 ครับ พอหลังๆมา ได้ยินหลายคนมาปรึกษาว่า มาจากครอบครัวที่รากฐานทางการเงินไม่ค่อยดี แล้วก็เกิดความท้อถอยทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน ผมก็เลยหยิบยกเรื่องของตัวเองมาให้ได้อ่านกันอีกรอบ เป็นเรื่องจริงๆของผมนี่แหล่ะครับ ผมเองก็มาจากครอบครัวชาวนา เริ่มต้นจากชีวิตติดลบเหมือนกันครับ ^^ ลองอ่านกันดูนะครับ

me7

ชีวิตคนเรามันไม่เหมือนกัน จริงๆน่ะ พระท่านบอกว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นคนดีได้ ผมเลือกเกิดไม่ได้เหมือนกัน แต่ผมกลับรู้สึกภูมิใจเหลือเกิน ที่ผมได้เกิดมา เป็นลูกของคนในตระกูลนี้ ถึงแม้บ้านเราจะไม่ได้ร่ำรวย แต่เราก็อยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่ดี อบอุ่น และปรองดองกัน ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา…

ชีวิตมันต้องเปลี่ยนไป… ผมเริ่มห่างจากครอบครัวตอนผมอยู่ ปอสี่ ด้วยภาวะการเงินที่แร้นแค้น เพราะผลผลิตทางการเกษตรไม่ค่อยดี ผนวกกับที่บุพการีอันเป็นที่รักยิ่งของผมต้องหารายได้เพิ่มขึ้นเพื่อมาจุน เจือคนในครอบครัว พ่อ แม่ผม ออกมาทำงานที่ต่างจังหวัด มีผมกับน้องชายเท่านั้นที่อยู่ที่บ้าน ผมเลยต้อเป็นทั้งพี่ พ่อ และแม่ ไปด้วย (จึงไม่แปลกเท่าไหร่ที่ตอนนี้เจ้าน้องชายผมจะกลัวผมมากกว่าพ่อแม่เสียอีก) จำได้ว่า วันที่แม่ออกเดินทาง ผมกับน้องร้องไห้ขี้มูกโป่ง สมัยนั้นยังไม่มีมือถือ แม้แต่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ ที่หมู่บ้านผมยังไม่มี! ด้วยหมู่บ้านค่อนข้างจะกันดาร ถนนเข้าหมู่บ้านยังเป็นลูกรัง ความเจริญยังเข้าไม่ถึง

ตอนผมอยู่อนุบาลสอง (ผมเริ่มเรียนตอนอนุบาลสอง และเข้าปอหนึ่งเลย) ผมต้องจุดตะเกียงเพื่ออ่านหนังสือ หมู๋บ้านผมยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เพียงแค่หกโมงเย็น บรรยากาศก็เริ่มมืดแล้ว มีเพียงแสงไฟสลัวๆ จากตะเกียงน้ำมันก๊าดเท่านั้น ผมมีแม่คอยสอนให้อ่านหนังสือ และสอนให้ผมบวกเลข ผมอ่านหนังสือพิมพ์ได้ตั้งแต่อยุ่อนุบาลสอง และคิดเลขเบื้องต้นได้ตั้งแต่อนุบาลสองเหมือนกัน

ผ่านไปหนึ่งปี รู้สึกว่าไฟฟ้าเริ่มเข้ามาในหมู่บ้านผมแล้ว ทุกคนดีใจกันใหญ่…

ผม เป็นเด็กที่ค่อนข้างจะเผชิญอะไรมาเยอะ ในวัยเด็ก แม่เล่าให้ฟังว่า ผมเกิดได้เพียงสองวัน ก็โดนตะขาบต่อยเข้าที่ท้อง ตัวเขียวไปหมด แม่ร้องไห้ เพราะนึกว่าผมกำลังจะตาย แต่ขอโทษแค่ั้นั้นทำอะไรผมไม่ได้หรอกฮ่ะแม่ อิอิ พอผมเริ่มโตขึ้นมาอีกหน่อย ด้วยความที่เป็นหลานคนแรกของครอบครัว ทำให้ทุกคน “โอ๋” ผมกันใหญ่ ซื้อโน่นซื้อนี่ให้กิน และผมก็ได้เจอกับ “โรคท้องร่วงอย่างรุนแรง” จากการกินอาหารที่ไม่สะอาด ทำให้ผมต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น ยังไม่หมด ผลจากการกินไม่หยุดในวัยเด็ก ทำให้ลิ้นของผมมีปัญหามาจนถึงทุกวันนี้ ไม่รู้จะโทษใครดี โทษผมเองละกันที่ไม่รุ้จักปฎิเสธ

บ้านของเราเป็น บ้านหลังเล็กๆ ทำมาจากหญ้าแฝก ตอนนั้นเราอยุ่กันสามคน มีพ่อแม่และผม (เจ้าตัวป่วนยังไม่ยังเกิดมา) พ่อมักจะซื้อของเล่นให้ผมเล่นอยู่เสมอ แต่ผมก็ประมาณพวกเล่นแป็บเดียวก็เบื่อ ก็เลยไม่ได้เก็บอะไรไว้เท่าไหร่ แต่เท่าที่จำได้ ของเล่นที่ผมชอบมากที่สุดก็คือ รถม้าบิน มันเป็นรูปร่างของม้าที่มีปิกทั้งสองข้าง พอเราจับมันลาก ปีกก็จะขยับ ผมทึ่งมาก อยากรู้ว่าปีกมันขยับได้ยังไง วันนัน ผมเลยรื้อมันออกมา และผมก็ไม่ได้มีโอกาสเห็นปีกของม้ากระพืออีกเลย เห้อออ

เมื่อ ชีวิตที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชีวิต ก็เป็นหน้าที่ที่บุพการีของผมต้องเลี้ยงดู ที่จริงผมควรจะมีน้องสองคน แต่อีกคน เสียชีวิตเสียก่อน น้องชายของผมลืมตามาดูโลก เมื่อผมอายุ 4ขวบ เราเป็นพี่น้องที่สนิทกันมาก แทบจะไม่เคยทะเลาะกันเลย

แต่ อย่างที่บอก ผมเริ่มห่างจากครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่งตอนผมอยู่ ปอสี่ ผมและน้องต้องอยู่ลำพัง เพราะพ่อแม่ต้องทำงานต่างจังหวัดและนั่นเป็นครั้งแรกที่แม่ผมออกจากอีสาน เข้ามาทำงานเมืองกรุง ผมเฝ้ารอให้ถึงเทศกาลประจำปี ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ หรือสงกรานต์ เพราะพ่อแม่ผมจะกลับมา ทุกๆครั้งที่ท่านกลับมาท่านจะมีของมาฝากพวกเราอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดก็คือให้พ่อแม่กลับมาอยู่กับพวกผมเหมือนเดิม จะได้ไหม?

คำตอบมันมีอยู่ในตัวมันเอง ไม่ได้หรอก นั้นคือสิ่งที่ผมได้รับ เราเป็นหนี้เยอะ ธกส ก็เรียกเก็บทุกปี พ่อแม่ผมเลยต้องเข้ามาทำงานเพื่อหาเงินจุนเจือครอบครัว

IMG_1111

จากนั้นเป็น ต้นมา ผมตั้งใจไว้ว่า ผมจะไม่ให้บุพการีผมต้องลำบากไปเกินกว่านี้ เมื่อใดที่ผมสามารถช่วยเหลือท่านได้ ผมจะรีบแบ่งเบาภาระท่านทันที ผมพยายามตั้งใจเีรียนเพื่อจะได้มีโอกาสไปสอบชิงทุนการศึกษา มาเพื่ออย่างน้อยพ่อแม่จะได้ไม่ต้องนำเงินมาให้ผมตรงส่วนนี้ และผมก็ทำได้ เมื่อผมอยู่ปอสี่นี่แหล่ะ ผมได้รับรางวัลชนะการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ระดับจังหวัด และผมก็มีโอกาสไปสอบชิงทุน ผมได้รับทุนนั้นด้วย เป็นเวลาห้าปี ถึงแม้จะไม่มาก แต่มันก็มีค่าสำหรับผม

ผมเรียนต่อมอต้นที่ รร เดิม ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสในหมู่บ้าน ตอนนั้นคอมพิวเตอร์ยังใช้ระบบ windows 95 และมีเพียงเครื่องเดียวในโรงเรียน นักเรียนอย่าหวังว่าจะได้แตะ ขนาดอาจารย์เองก็ยังใช้ไม่เป็นกันเท่าไหร่

พอเรียนจบมอต้น ผมไปสอบเข้ามอบปลายที่ โรงเรียนประจำจังหวัด ผมสอบติดอันดับภายในสิบคนแรกด้วย และผมก็กลายเป็นเด็กหอตั้งแต่อยู่มอสี่ เหตุที่ผมต้องอยู่หอ เพราะว่าบ้านผมห่างจาก รร ห้าสิบกิโลเมตร มันไม่ไหวจริงๆ และน้องชายผมก็ต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง (น้องยังอยู่มอหนึ่ง)

ผมเริ่ม ทำงานหาเงิน ตอนอยู่ มอสี่นี่แหล่ะ งานแรกของผมคือเด็กเสิร์ฟอาหาร ที่ร้านเนื้อย่าง ด้วยความที่เป็นเด็กบ้านนอก ผมต้องเรียนรู้งานอีกเยอะ เพราะแม้แต่รายชื่ออาหารบางอย่างผมก็ยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร!

แต่ ผมก็ทำได้เพียงสองเดือน เพราะงานเลิกหกทุ่ม มันดึกเกินไปสำหรับเด็กนักเรียน ที่มีเรียนตอนเช้า และมีการบ้านเต็มมือ ผมก็เลยเลิกทำงานพิเศษนี้ไป

ผมหันมารับจ๊อบตอนซัมเมอร์แทน งานนั้นก็คือรับพิมพ์งานให้กับร้านคอมในตัวเมือง จำได้ว่าทำงานไม่กี่วันได้ตังค์มาหลายพัน รู้สึกดีใจมาก แต่ก็เป็นการทำแบบระยะสั้น เพราะงานไม่ได้มีมาบ่อยๆ

เมื่อโตขึ้น ผมเริ่มมองหาแหล่งเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ต้องขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ของผม ที่ท่านสนับสนุนการศึกษาของผม พวกท่านยอมลำบากเพื่อให้ผมได้มีวันนี้ ชาวบ้านที่หมู่บ้านต่างพากันสบประมาทว่า ให้เรียนทำไม เปลืองจะตาย ผมเป็นคนแรกของหมู่บ้านที่สอบ Ent ติด คนในหมุ่บ้านไม่ค่อยเห็นค่าของการเรียนต่อสักเท่าใดนัก เพราะสูงสุดของเด็กที่เรียนคือ ปวช!

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือชื่อมหาวิทยาลัยที่ผมได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาหาความรู้ ผมได้เป็น “นิสิต” ของมหาลัยอันทรงเกียรติแห่งนี้ ผมแบกรับความหวังอันหนักอึ้งไว้กับตัวผมเอง ความหวังของบุพการีของผม และผมต้องลบคำสบประมาทของชาวบ้านให้ได้ ผมต้องเรียนจบเพื่อกลับไปรับใช้แผ่นดินบ้านเกิดตัวเอง

“คณะวิทยา ศาสตร์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์” หรือวิดยาคอม คือคณะที่ผมเลือกเข้ามา ผมยอมรับว่า ผมเข้ามาเรียนโดยไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับ HDD หรือ RAM อะไรเลย ผมรู้แต่วิธีใช้โปรแกรม แต่ผมไม่รู้ว่าส่วนประกอบมันมีอะไรบ้าง ผมจำได้ว่าผมถามเพื่อนภาคคณิตศาสตร์เกี่ยวกับการเลือกดูสเป็คคอม

แต่คนเรามันก็พัฒนากันได้….

ผม ไม่รู้ว่าเรียนผ่านจนจบปีสองได้อย่างไร โดยที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ของตัวเอง ห้าๆ ตอนผมอยู่ปีหนึ่ง เรียนภาษา C ผมนั่งเขียน code ใส่กระดาษ แล้วนั่งไล่ดูด้วยตัวเอง ไม่มีโอกาสทดสอบในโปรแกรมเพื่อ run ดูผลลัพธ์ว่าถูกหรือผิด ต้องทำตัวเป็น compiler เสียเอง แต่ผมก็ยังรักคณะที่ผมเรียนอยู่ และผมก็ชอบคอมพิวเตอร์ โปรแกรมภาษา c ของผมจึงเป็นการรันด้วยปลายดินสอเท่านั้น

ผมเริ่มอยากทำงานอีกครั้ง…

ผม รู้ว่าการซื้อคอมพิวเตอร์ ต้องใช้เงินเยอะ สำหรับครอบครัวผม ผมเองก็ไม่อยากจะทำให้พ่อแม่ต้องลำบากไปมากกว่านี้ ผมเลยตัดสินใจ ทำงานพิเศษไปด้วย พออยู่ปีสองผมเลย เริ่มทำงานพิเศษ งานนี้ต้องขอบคุณเพื่อนของผมชาวแคนาดา ที่ส่งใบรับสมัครมาให้ ผมสมัครและผ่านการสัมภาษณ์เข้าทำงานในตำแหน่ง web graphic designer แบบ parttime ของบริษัท splitFive Media ผมเริ่มทำงานตั้งแต่วันนั้น พร้อมกับเก็บเงิน แต่มันก็ไม่พออยู่ดี เพราะปีสองต้องมีภาระเพิ่มขึ้น ผมจึงได้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือนเสียส่วนใหญ่

ผมทำงานจนถึง ซัมเมอร์ปีสอง เตรียมจะขึ้นปีสาม ช่วงซัมเมอร์นี้ ผมขยันเป็นพิเศษ เพื่อจะเก็บเงิน และในที่สุดผมก็ทำสำเร็จ ปิดเทอมสามเดือน ผมสามารถหาเงินได้หลายหมื่นบาท ผมสามารถซื้อคอมพิวเตอร์ที่ผมต้องการ จากเงินที่ผมหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ผมรักคอมพิวเตอร์ตัวนี้มาก เพราะทุกครั้งที่ผมใช้ ผมจะคิดถึงความเหนื่อยยากที่ผมต้องประสบอยู่เสมอ ผมจำได้ถึงความรู้สึก ที่การได้หาเงินใช้ด้วยตัวเอง ผมนำเงินที่ได้มาแบ่งส่วน สำหรับซื้อคอมฯ ส่งให้แม่ ให้น้อง ให้น้าๆ ผุ้มีอุปการะคุณแก่ผม แม้ผมจะให้ได้ไม่มาก แต่ผมก็รู้สึกดีที่อย่างน้อยผมก็มีโอกาสได้ทดแทนทุน ช่วงสามเดือนนั้น เป็นช่วงที่ผมไม่ต้องขอตังค์จากทางบ้านเลย! รู้สึกดีจริงๆ

เพราะ ว่าผมต้องทำงานด้วย เรียนไปด้วย ทำให้บางครั้งผมต้องไปเรียนสาย เพราะปั่นงานอยู่เกือบถึงเช้า แต่ผมก็เรียนจนรอดพ้นมาได้จนถึงทุกวันนี้ เกรดผมไม่ได้ดูน่าเกลียดอะไรนัก สำหรับคนที่ไม่ได้หวังจะเป็นนิสิตเกียรตินิยม เพื่อนๆบอกผมว่า เลิกทำงานแล้วมาเรียนอย่างเดียว เกรดจะได้ดีๆ เพื่อนเอ๋ย ใจจริงผมก็อยากจะทำอย่างที่เพื่อนแนะนำนั่นแหล่ะ แต่ด้วยความแร้นแค้นที่ผมเผชิญ ทำให้ผมต้องทำเพื่อแบ่งเบาภาระจากทางบ้าน ผมต้องพยายามหาเงินส่งเสียตัวเอง ผมไม่อยากให้พ่อแม่ผมลำบากไปมากกว่านี้ ผมอยากให้พวกท่านได้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเหมือนชาวบ้านทั่วๆไป ไม่ต้องจากบ้านมาทำงานใช้แรงงาน

ลูกคือแก้วตาดวงใจของแม่ ที่แม่ยอมลำบากก็เพื่อให้ลูกได้ประสบความสำเร็จ แม่กับพ่อลำบากมามากพอแล้ว แม่ไม่อยากให้เจ้าต้องทนลำบากเหมือนพ่อแม่ มันเหนื่อย แม่กับพ่อไม่อยากให้เจ้าเหนื่อย เจ้าจงตั้งใจเรียน หาวิชาความรู้ใส่ตัว เพื่อวันข้างหน้าจะได้สบายนะลูก จำไว้เสมอว่าที่แม่ยอมเหนื่อย ก็เพราะแม่รักลูก แม่ไม่มีสมบัติอะไรจะให้ นอกจากจะส่งเสียให้ลูกได้เรียนสูงๆ ลูกคือกำลังใจของแม่ที่ทำให้แม่สู้ได้จนถึงทุกวันนี้” นี่คือคำที่แม่สอนผม แม่ผมไม่ได้เรียนจบปริญญา แต่แม่ครับ แม่เป็นยิ่งกว่าศาสตราจารย์สำหรับผมครับ!

prinya

ทุกวันนี้ชีวิตของผมดีขึ้นมากครับ ต้องกราบขอบพระคุณบุพการีของผมที่ให้โอกาสดีๆกับผม ผมรู้ว่าพวกท่านลำบากมาก แต่พวกท่านก็ไม่เคยทอดทิ้งผม อย่างที่แม่ผมบอกครับว่า แม่ไม่มีเงินทองจะกองให้ นอกจากจะให้ได้แค่ความรู้ติดตัวไว้หาเลี้ยงชีพ  “มีความรู้ เหมือนมีทรัพย์ อยู่นับแสน” คำพูดนี้ยังก้องอยู่ในห้วงความคิดของผมตลอดเวลา

แม้ตอนนี้ผมยังไม่ได้ประสบความสำเร็จมากเท่าใดนัก แต่ในหลายๆอย่าง ผมก็ทำสำเร็จไปแล้วครับ ผมได้เรียนจนจบปริญญาตรี ตอบแทนพ่อแม่ให้ท่านได้เห็นใบปริญญาบัตร ไม่ให้พวกท่านต้องเหนื่อยฟรี ลบคำสบประมาทของผู้คนรอบข้างที่สบประมาทผมไว้ (แต่จริงๆก็ต้องขอบคุณพวกเค้าเหล่านั้นนะครับ ที่ทำให้ผมมีแรงฮึดสู้ ยอมรับว่าอีกใจหนึ่งผมก็ต้องการเอาชนะคำสบประมาทเหล่านั้น) ผมช่วยเหลือให้พวกท่านปลดหนี้สินไปได้ แม้ตอนนี้เราจะยังไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง แต่ก็อยู่ดีกินดีกว่าแต่เดิมมากครับ ผมมีโอกาสได้ตอบแทนพ่อแม่เท่าที่ศักยภาพของผมจะทำได้ พาพวกท่านไปเปิดหูเปิดตา ได้พาไปทานอาหารอร่อยๆใหม่ๆที่พวกท่านไม่เคยรู้จัก ผมก็มีความสุขแล้วครับ

11499_10151694803653507_1499805574_n

เรื่องราวที่เขียนมานี้ อยากจะเขียนเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ชีวิต ว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกทิศทางชีวิตของเราได้ครับ เราเป็นผู้คุมหางเสือ เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง  หากว่าวันนี้คุณกำลังท้อถอยในเรื่องการเรียน จงคิดถึงคนอื่นอีกมากที่อยากจะมีโอกาสได้เล่าเรียนหนังสือ แต่ก็ไม่มีปัญญาจ่ายค่าเรียน หรือแม้กระทั่งบางคนก็ออกจากโรงเรียนกลางคัน เพื่อช่วยเหลือครอบครัว  หากว่างานที่คุณทำในตอนนี้คุณรู้สึกเหนื่อย ก็อยากให้นึกถึงคนอีกมาก ที่ไม่มีงานทำ หรือทำงานที่ตากแดดตากฝนทนร้อนหนาว แต่ได้ค่าตอบแทนเพียงน้อยนิดเท่านั้น

บางครั้งเราต้องขอบคุณโชคชะตา ที่ทำให้เรารู้จักความยากลำบาก เพราะความลำบาก ช่วยให้เราได้แกร่งขึ้นถ้าเราฝ่าฟันมันไปได้

ขอบคุณที่ิติดตามอ่านจนจบครับ ^^


Phraisohn Siripool is a Graphic Designer and Website Developer. Contact Buksohn for Your Business Endeavours